Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

Blog EntryJan 2, '10 12:10 AM
for everyone


นานแล้วที่ไม่มีคนทักว่า "สดใส"
ดีใจจัง!

เมื่อกี๊เจอแม่ค้าน่ารัก ไปซื้อน้ำลำไยแก้วนึง
ราคาห้าบาท
เลยทักแม่ค้า (ซึ่งสะดุดใจตั้งแต่ตอนที่เธอกระตือรือร้นมาทำน้ำลำไยให้แล้ว)
"เดี๋ยวนี้น้ำแก้วละห้าบาทหาไม่ได้แล้วนะคะ"
"จ้ะ เราขายถูก พออยู่ได้" แม่ค้าบอก
"แล้วเราใช้ของดีด้วยนะ"
เราโต้ "ค่ะ เพื่อนก็เคยบอกว่าน้ำลำไยเจ้านี้อร่อย"
แม่ค้ายิ้มรับพร้อมเสียงเปี่ยมความเชื่อมั่นและสดใส "เราอร่อย ลูกค้าก็อร่อย"

^_^
สดชื่นเลย

.
.
ในเมืองนี้จะยังมีคนที่ทำงานด้วยความกระตือรือร้นและมีใจรักอยู่อีกกี่คน
ในเมืองนี้จะยังมีคนที่นึกถึงผู้อื่นได้มากพอกับที่นึกถึงตัวเองอยู่กี่คน

เราเชื่อว่ายังมี


นี่มันหนังสิ่งแวดล้อมนี่

พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง "คน" กับ "ธรรมชาติ"

โดยเอามาเทียบเคียงกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ในรูปแบบของคู่รัก

สัญลักษณ์ในหนังที่เราเข้าใจที่เป็นตัวบ่งบอกลักษณะความสัมพันธ์นั่นคือ

ข่มขืน และร่วมเพศ

เมื่อคนเราหรือคนกับธรรมชาติทำร้ายกัน (คนทำร้ายธรรมชาติ) นั่นก็คือการข่มขืน

คือการที่ฝ่ายหนึ่งกระทำต่ออีกฝ่ายโดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่มีทางสู้

ส่วนการร่วมเพศก็คือการยอมรับในความรู้สึกของกัน และอาจจะหมายถึงการดูแลกันที่ดีต่อไป

ตอนเปิดเรื่องมีฉากข่มขืนซึ่งหมายถึงเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่เป็นความผิดปกติ (และถูกทำให้คิดว่าเป็นอำนาจอะไรสักอย่างที่ตามมาคอยทำร้ายในเรื่อง)

การทรยศของนางเอกต่อพระเอกก็ใช้การไปมีเพศสัมพันธ์กับอีกคนเป็นตัวสะท้อนเหมือนกัน

และเมื่อพระเอกเลือกที่จะอยู่ฝ่ายธรรมชาติ (หลังจากศึกษาดูใจเรียนรู้กันด้วยการถ่ายรูป) ก็มีการร่วมเพศกันบนรากไม้ขนาดใหญ่

ตอนที่นางเอกกับพระเอกเปิดใจกัน (ในห้องอัดภาพ) และพวกเขาจะกลับมาดูแลกันให้ดีอีกครั้ง ก็เปลี่ยนผ่านด้วยการร่วมเพศ

มีตอนหนึ่งที่ไม่ใช่พฤติกรรมเชิงเซ็กซ์ แต่ก็ถูกเอามาเทียบเคียงได้กับการข่มขืน นั่นคือ ฉากที่นางเอกเอามีดไปฟันต้นไม้ใหญ่ คือการทำร้ายโดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรให้ พระเอกจึงบอกกับชายคนนั้น (ที่เป็นชู้นางเอก) ว่า ให้ไปขอโทษต้นไม้ต้นนั้นด้วย

แต่ตอนจบดูหดหู่ไปหน่อยเพราะทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างไปในทางของตัว มนุษย์กับธรรมชาติก็แยกทางกันเดินต่อไป มนุษย์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติหรือมนุษย์ที่เห็นแต่มนุษย์ด้วยกันเอง ท้ายสุดก็ต้องแยกทางกัน อยู่ด้วยกันไม่ได้

ธรรมชาติในเรื่องถูกนำเสนอในภาพของความลึกลับและทรงพลังอำนาจ ซึ่งนั่นก็เป็นจริงอย่างหนึ่ง แต่ธรรมชาติก็มีมุมสดใส อบอุ่น และเป็นมิตรเหมือนกันนะ

แต่อย่างว่าแหละอันนี้เป็นธรรมชาติหลังโดนทำร้าย เป็นเราโดนใครทำร้ายเราก็คงจะสดใส อบอุ่น น่ารักอยู่เสมอไม่ไหวเหมือนกัน

ปล.สังเกต "ต้นงิ้ว" สัญลักษณ์ของการทรยศนอกใจ

Blog EntryJun 30, '09 2:47 AM
for everyone

Revolution คำนี้ในหนังเรื่อง Revolutionary Road
อาจหมายถึง Revolution สามอย่างที่พ้องกัน
หนึ่ง ถนนสาย Revolutionary ที่คู่หนุ่มสาววีลเลอร์สองสามีภรรยาสุดพิเศษ
มาพักอาศัยอยู่ ณ บ้านบนเนินเขาทรงเสน่ห์ @ Revolutionary Road
สอง การปฏิวัติหรือ Revolution ของอุปกรณ์หลอดสุญญากาศที่กลายเป็น
เครื่องคิดเลขขนาดใหญ่ทรงประสิทธิภาพกว่า ซึ่งขนานนามมันว่า คอมพิวเตอร์
ในบริษัทน็อกซ์..ที่แฟรงก์ผู้เป็นสามีของเอพริล วีลเลอร์ ทำงานอยู่ (อย่างน่าเบื่อหน่าย)
และสาม การ Revolution ของสองสามีภรรยาที่คิดจะปฏิวัติชีวิตอันว่างเปล่าและแสนเบื่อหน่าย
ไปยังชีวิตที่มีความหมายและ "น่าสนใจ" กว่าเดิม โดยการอพยพครั้งใหญ่
พาทั้งครอบครัวและตัวเอง รวมถึงลูกๆไปอยู่ที่ปารีส!

หนังเรื่องนี้ได้นักแสดงนำที่เขาและเธอแสดงได้จับใจ (โดยเฉพาะบทโกรธและคลั่งสุดขีด
ซึ่งมีอยู่มากมายในเรื่องนี้) นั่นคือ ลีออร์นาโด ดิคาปริโอ และเคท วิทเสลท
เป็นการพบกันของ "แจ็กกับโรส" อีกครั้งในวันหมดช่วงโปรโมชั่นของคู่รัก
แต่เป็นช่วงเวลาของชีวิตคู่จริงๆในความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา (และลูกสองคน)
ที่ต้องพัดพาแต่ละวันของครอบครัวและตัวเองให้ดำเนินไปให้ได้ "
อย่างมีความหมาย"

ก็เราอยู่ในยุคที่ "ตัวตน" ต้องถูกปรากฏโฉมและเข้าใจได้ว่า "เป็นอะไร"
ควบคู่ไปกับวิถีมนุษย์หลักๆอย่างที่มนุษย์โบราณๆก็เป็นและมีก่อนๆกาลมา
นั่นคือ ทำงาน อยู่กิน มีลูก มีเพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมชุมชน..นิ

ดูเหมือนเป็นหนังอีกเรื่องที่พูดเรื่องความสัมพันธ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของชีวิตคู่
แต่มากกว่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นการชำแหละให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกัน
ตั้งแต่ความขัดแย้งเชิงแนวคิด บุคลิกที่ก่อรูปขึ้นจากแนวคิดจนกลายเป็นเอกเลักษณ์เฉพาะตัว
โดยเฉพาะ "การพูด" หรือไม่พูด เครื่องมือที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ใช้ชีวิต
การไม่สบอารมณ์ในเรื่อง (ดูเหมือน) เล็กน้อย
ไปจนถึงความเข้ากันไม่ได้ชนิดที่ว่า พูดกันได้ดีไม่กี่ประโยคก็ทะเลาะกัน

เลวร้ายที่สุดคือการบิดเบือน.. ภาพที่เห็น สิ่งที่คิด และใช้อธิบายเกี่ยวกับตัวเองและอีกฝ่าย
กลายเป็น "มายาภาพ" ที่เชื่อถืออะไรไม่ได้
ความจริงกับความลวงผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกอีกต่อไป
การอธิบายกลายเป็นการทำผิดให้เป็นถูก การตอบตามความรู้สึกกลายเป็นความเห็นแก่ตัว
การรักกลายเป็นการอยากถูกรัก ความรู้สึกผิดกลายเป็นการสำคัญตน
ไม่มีอะไรเป็นจริงได้อย่างบริสุทธิ์อีกต่อไป คู่หนุ่มสาววีลเลอร์สุดพิเศษตอนนี้..
กลายเป็นหนอนเน่ากับโลงผุไปเสียแล้ว

หนังเรืิ่องนี้ก็เลยเป็นการชำแหละความคิดจิตใจมนุษย์ไปด้วย

เราจะทำยังไงเมื่อค้นพบว่ามนุษย์มีหลายหน้า (อัลแบร์ กามูส์บอกไว้ว่ามีสองหน้า
แต่ความจริงอาจมากกว่านั้น!) และที่ร้ายก็คือเมื่อเราค้นพบว่า
ตัวเองก็มีหลายหน้าเหมือนกัน เมื่อโฉมหน้าของมนุษย์ถูกเปิดเผย
เราจะทนต่อความผิดหวัง และเหลือความเชื่อถืออะไรให้ดำเนินชีวิตอีกต่อไป
แม้แต่ความรักก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเลยในกรณีนี้

ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลว ไม่มีอะไรถูกหรือผิด ไม่มีแม้กระทั่งอย่างนี้ก็ดี แต่อย่างนั้นดีกว่า
ทุกอย่างเป็นจริงดังที่มันเป็น "ความจริง" ของมัน และขอบอกว่าความจริงมักเลวร้ายเสมอ
เพราะเราดันตั้งไว้ที่สวยสดงดงามเสมอ เราต้องสวยสดงดงาม
โลกที่ห้อมล้อมเราต้องสวยสดงดงาม

การตั้งหวังเป็นบ่อเกิดของความเลวร้ายพอๆกับเป็นบ่อเกิดความมหัศจรรย์

การมองโลกในแง่ดีถ้าตั้งไม่ดีอาจเป็นการมองโลกในแง่ลวง

บางที กุญแจดอกหนึ่งของการใช้ชีวิตอยู่ในโลกอาจอยู่ในปากคนบ้าก็ได้!
ตัวละครหนึ่งซึ่งเป็นคนบ้า (ความจริงแค่ออกจะเพี้ยนๆ) พูดว่า
"คนกล้าหาญแท้จริงคือคนที่กล้าเผชิญหน้ากับความว่างเปล่า"
คือการเห็นอย่างที่มันเป็น การยอมรับความจริง

ชีวิตคือความปกติธรรมดา ใช้ชีวิตไปธรรมดา
ไม่ต้อง Revolution อะไรนักหนาก็ได้..มั้ง

Photo AlbumอาชีพเสริมJun 11, '09 2:41 AM
for everyone

รับจ้างเย็บผ้า ปะ แก้ซิป แก้ทรง และทำ Bean Bag ลวดลายตามสไตล์ (คุณกับฉัน)

เวลามองต้นไม้หนึ่งต้นไม่ว่าจะเล็กกระจิ๊ิดริดหรือสูงใหญ่

ไม่ว่าจะข้างถนน ริมสวน หรือในป่า

เรามักรู้สึกถึงคำว่า "กล้าหาญ"

สำหรับเรา ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความกล้าหาญในการใช้ชีวิต

และเมื่อมองในแง่นี้ มันก็ดู..เท่ห์มาก


มีอุณหภูมิระดับนึงที่เราชอบมาก ไม่รู้ว่าเป็นอุณหภูมิเท่าไหร่ (เพราะไม่มีเครื่องวัด)
แต่ที่อุณภูมิระดับนี้แหละ มันทำให้เราสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
ยังไงดีล่ะ
มันไม่ร้อน ไม่เย็น จะว่าไปก็อุ่นนิดๆ เอ๊ะ แต่ก็เย็นหน่อยๆ
อุณหภูมิระดับที่ทำให้ต้องกระดิกขาไปมาด้วยความเพลิดเพลินระหว่างที่นอนเล่นคลุกอยู่บนผ้า แต่ไม่ต้องมีผ้าห่ม
เพราะมันจะพอดีอย่างสุดๆ
ผิวของเราสัมผัสได้ถึงอากาศที่ดูเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาเลยเชียว

เคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง
ทุกครั้งที่รู้สึก 'พอดี' อย่างนี้ ภาพที่เรานึกตัวเองออก ก็เป็นนอนกระดิกไปกระดิกมาทุกที
(นี่เราเป็นหมาหรือยังไงนะ พอใจแล้วต้องกระดิก)
แล้วเราก็จะพูดออกมาว่า "เฮ้อ..อากาศดีจัง"

แต่ละครั้งก็ไม่รู้หรอกว่าอุณหภูมิเท่าไหร่ (บอกแล้วไม่มีเครื่องวัด)
แต่รู้ว่าที่อุณหภูมิระดับนึงน่ะ เราจะรู้สึกพึงพอใจ สบายเนื้อสบายตัว กระดิกไปกระดิกมา แล้วพูดว่า "เฮ้อ..อากาศดีจัง"

ไม่แน่นะ มันอาจจะพอดีเป๊ะเท่ากันทุกครั้งก็ได้

ว้าวๆๆ

ไม้่รู้ว่าคนอื่นเคยรู้สึกอย่างนี้กันบ้างไหมนะ


Blog EntryMay 4, '09 7:43 AM
for everyone
อ่านหนังสือมา (อีกแล้ว)

...
ธรรมชาติชอบการอยู่เป็นกลุ่มมากกว่าการอยู่เดี่ยวๆ เพราะการอยู่เป็นกลุ่มให้ความมั่นคงหรือเสถียรภาพมากกว่า

ในสสารทั้งหลายซึ่งประกอบด้วยธาตุ อะตอมของธาตุประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตอน และอิเล็คตรอน อนุภาคเหล่านี้มาจับตัวกันอยู่เป็นกลุ่มๆ แทนที่จะแยกกันอยู่เดี่ยวๆ เพราะการจับกันอยู่ทำให้มีเสถียรภาพ

อณูของไอน้ำจับตัวกันเป็นก้อนเมฆ ปลาที่อยู่เป็นฝูงจะอยู่รอดมากกว่าที่อยู่เดี่ยวๆ หมาไนอยู่กันเป็นฝูงสามารถช่วยกันไล่ล้อมและรุมกันล่าสัตว์ใหญ่ได้

มนุษย์เมื่อเป็นคนป่าล่าสัตว์ก็ค้นพบว่า ถ้ารวมตัวกันก็จะไล่ล่าดักสัตว์ได้ดีกว่าจึงอยู่กันเป็นกลุ่มๆ เมื่อเป็นสังคมเกษตรกรรมก็อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านมาเป็นเวลานับด้วยพันปี  

เวลาเราเดินทางไปไหนคนเดียว จะรู้สึกเครียด และไม่มั่นคง แต่ถ้าเดินทางเป็นกลุ่มจะผ่อนคลายสบายใจ รู้สึกมั่นคง และมีพลังที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ การอยู่ร่วมกันและการทำอะไรร่วมกัน หรือการมีสามัคคีธรรมจึงช่วยให้สำเร็จประโยชน์ มีความมั่นคง มีความหย่อนคลายสบายใจ และมีความสุข

มนุษย์ปัจจุบันได้เข้าไปสู่ลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่ง เน้นเสรีภาพส่วนบุคคลมากเกิน ประกอบกับมีเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทำให้อยู่แบบตัวใครตัวมันได้ การอยู่แบบตัวใครตัวมันทำให้มนุษย์แปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์ ว้าเหว่ เหงา เครียด ไม่สามารถเผชิญกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามากระทบอย่างรุนแรงได้
...

สำหรับเรา ในวันต่อๆไปความเหงาเดียวดายอาจเข้ามาเยือนอีกเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าทำไมเราถึงเหงา และถ้าจะเหงาต่อไปหรือทำยังไงไม่ให้เหงา เราก็คงพอจะมีสิทธิเลือกได้บ้าง



(*หนังสือชื่อ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี)

Blog EntryMay 1, '09 11:50 AM
for everyone
เมื่อคืนฝันประหลาด

ฝันว่าไล่จับหนูในห้อง

ด้วยความรู้สึกขยะแขยง

แต่พอจับได้แล้วเห็นมันดิ้นๆก็รู้สึกว่ามันน่ารัก

เลยให้อาหารมัน

เลี้ยงมัน

จนมันโต

กลายเป็นหมู (ใช่ หมู)

กลายเป็นหมูแม่พันธุ์

เกิดเป็นฟาร์มหมู

โฮ้ย ไปเรื่อยเลย
.
.
พอดีเมื่อคืนดูคลิปฟาร์มหมู

______________________

มีน้องหนูคนนึงบอกว่า

ฮ่าๆ โตขึ้นมาเลี้ยงหมูกันดีกว่า

อยากทำฟาร์ม แบบเศรษฐกิจพอเพียง

เราว่า อู้หู ไม่น่าเลี้ยงเลย

ทำไมล่ะคะ

ก็เห็นฟาร์มแบบไม่พอเพียงอ่ะจิ

น้องหนู: หยึ๊ยย

เรา: ดูคุณภาพชีวิตมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่

น้องหนู:

อยากเลี้ยงหมู ให้มันเดินไปได้ทั่วๆ

แล้วก็มีลูกหมูเดินตาม

แบบในนิทาน
.
.

Blog EntryApr 29, '09 1:04 PM
for everyone
หนังสือที่เพิ่งอ่านจบวันนี้ ตัวละครเป็นผู้หญิงอกหักถูกคนรัก (ผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางทั้งหมดของชีวิต) ทิ้งไป หลังจากมีสัมพันธ์ยาวนานกันมาถึงแปดปี..รู้สึกจะแปดปี มั้ง

เธอกลับบ้านเกิด อาจเพราะไม่รู้จะมีอะไรทำได้ดีไปกว่านั้น หรืออย่างน้อยก็เป็นที่เดียวที่ทำให้เธอยังพอสังกัดอยู่บนโลกนี้ได้บ้าง ตัวตนของเธอแทบหายไปโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ผ่านมามีชีวิตอยู่โดย "เกี่ยวกับเขา" มาโดยตลอด

แต่แม่น้ำ บ้านเรือน ร้านค้า ผู้คนทุกคนที่เธอพบที่บ้านเกิด กลับค่อยๆสร้างความสัมพันธ์บางอย่างขึ้นกับตัวเธอทีละน้อยๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เธอมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆนั่นเอง

เธอรู้สึกว่าตัวตนของเธอค่อยๆกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องตั้งใจ หรือฝืนใจอะไรเลย แค่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งต่างๆรอบตัวเท่านั้น

อาจเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เธอพบเจอไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือสิ่งที่ "อยู่ใน" คนเหล่านั้นก็บังเอิญเป็นไปในทางที่ช่วยให้เธอดีขึ้นด้วย ธรรมชาติที่สวยงามและไม่เคยแปลกหน้า ผู้คนที่เข้าใจในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นและพร้อมหยิบยื่นพลังชีวิตให้

อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วทำให้คิดว่า ถ้าเราถึงจุดแตกหักจากสิ่งที่เกาะเกี่ยวชีวิตไว้ (แบบบางๆ) ในตอนนี้ และรู้สึกไม่เหลืออะไรอย่างผู้หญิงในเรื่องนี้ เราจะไปไหน ที่พักพิงอันสงบผ่อนคลาย และคนที่จะช่วยให้เรารอดได้ เพราะเข้าอกเข้าใจเรามากพอ

อะไรสักอย่างที่ทำให้ไม่รู้สึก โดดเดี่ยว เกินไปที่จะมีชีวิตอยู่

ไม่รู้เลยว่ะ บ้านต่างจังหวัดก็ไม่มี กรุงเทพฯไม่ทำให้คนป่วยหนักฟื้นแน่ๆ ไปเมืองนอกจะเอาตังค์มาจากไหน ชุมชน ผู้คน เดี๋ยวนี้มีใครที่จะคอยมองกันอย่างเห็นสุขทุกข์ของผู้อื่นอย่างแท้จริงบ้าง? ผู้ใหญ่ที่มีปรัชญาและความลุ่มลึกต่อชีวิตที่จะคอยช่วยเหลือหนุ่มสาวผู้พลั้งพลาดจากความไร้เดียงสาอยู่ที่ไหน? แล้วใครที่จะรับผิดชอบคนที่ไม่ใช่ญาติหรือครอบครัวของตัวเอง?

โลกมันอยู่ยากขึ้นทุกวัน สิ่งของ สถานที่ ผู้คน (รวมถึงเรา) มีความสัมพันธ์กันแบบแปลกแยก (ไม่ก็แปลกๆ) เราจะมีความหมายของเราเอง มีชีวิตอย่างรู้สึกมีตัวมีตนโดยไม่ "ขึ้นอยู่กับ" ปัจจัยที่ไม่มั่นคงและช่างน่าหวั่นไหวเสียเหลือเกินเหล่านั้นได้อย่างไร


Blog EntryApr 26, '09 8:41 AM
for everyone
ปกติเวลาเรานอนดูหนังกัน ฉันมักจะหลับก่อนหนังจบเสมอ
บ่อยครั้งมากๆที่ฉันต้องมาตามดูหนังส่วนที่เหลือในเช้าวันถัดมา หรือไม่ก็หลายวันถัดไป
ฉันเป็นประเภทไม่ชอบให้อะไรค้างๆคาๆ (เฉพาะกับเรื่องดูหนัง) ยกเว้นเสียแต่ว่าหนังเรื่องนั้นมันห่วยจริงๆ
เช้าตื่นมาหลังค่ำคืนที่มีการฉายหนัง (เราเรียกว่าฉายหนัง เวลาดูต้องปิดไฟ) ฉันจะถามว่า "หนังเมื่อคืนดีมั้ย"
ถ้าคำตอบออกมาในทำนองไม่ค่อยดีก็จะถามต่อว่า "สมควรดูหรือเปล่า" หรือย้ำอีกสักประโยคว่า
"ถ้าไม่ดูก็ไม่ต้องไปเสียดายแม่Xเลยใช่ไหม"
บางคืนที่ฉันดูหนังได้ตลอดรอดฝั่งจนจบ คืนนั้นจะเป็นคืนพิเศษถึงขั้นต้องแซวกันเลยทีเดียว
แต่บ่อยมากกว่าที่ฉันหลับไปก่อนจบและหลับหลายครั้งติดๆกัน
มีอยู่ช่วงหนึ่งเราดูหนังสามคืนติด แล้วฉันก็หลับสามคืนติด อันนั้นเรียกว่าทำแฮตทริกซ์
แต่สำหรับเมื่อคืนนี้-เป็นคืนสุดพิเศษ
เรากำลังจะเปิดหนังกันเหมือนเคย
ไฟปิดแล้ว
แผ่นใส่เข้าไปแล้ว
แต่พอดีทีวีที่เปิดค้างอยู่มีรายการน่าดูแทรกเข้ามา เราจึงแว้บดูทีวีก่อน ตั้งใจว่าดูจบหรือหมดสิ่งที่น่าสนใจแล้วค่อยดูหนังกัน
แต่แอร์มันก็เย็น
ผ้าห่มมันก็อุ่น
แถมเธอยังอยู่ข้างๆ
ฉันจึงค่อยๆผล็อยหลับไป ตั้งแต่
.
.
หนังยังไม่เริ่มฉาย

สถิติใหม่ จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้


Blog EntryFeb 12, '09 4:10 AM
for everyone
บางครั้ง ฉันได้ยินเสียงเรียกจากหัวใจของฉัน
ฉันอาจจะตกอยู่ในห้วงฝัน ความฝันที่ช่วยให้มีชีวิตอยู่ได้
ผ่านน้ำตากี่ร้อยพันหยด แห่งความโศกเศร้ากี่ร้อยพันอย่าง
แต่ฉันรู้ว่าในอีกฝั่งหนึ่ง ฉันจะได้พบเธอ

ทุกครั้งที่เราล้ม เราจะมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
และระลึกว่าฟ้ายังเป็นสีฟ้า เหมือนครั้งแรกที่ได้มอง
ทางสายเปลี่ยวนี้อาจจะยาวไกล และอาจไม่เห็นปลายทาง
แต่ฉันสามารถรับสัมผัสแห่งแสงที่โอบล้อม ด้วยสองมือและหัวใจ

ยามฉันเอ่ยคำลา หัวใจฉันหยุดนิ่งในสัมผัสละมุน
ร่างกายว่างเปล่า เริ่มระลึกถึงสิ่งจริงแท้ในความสงัด
ความหมายแห่งการดำรงอยู่ ความหมายแห่งการดับสูญ
สายลม เมือง และดอกไม้ ล้วนมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน

บางครั้ง ฉันได้ยินเสียงเรียกจากส่วนลึกในใจฉัน
จงเรียนรู้ที่จะฝัน และเก็บรักษามันไว้
อย่าพร่ำบ่นถึงความเศร้าโศก หรือความเจ็บปวดใดในชีวิต
จงใช้ริมฝีปากเดียวกัน ขับขานบทเพลงหวานให้ตัวเอง

เสียงเพรียกแผ่วเบาของทุกความทรงจำที่เลือนหาย จะคอยนำทางเธอเสมอ
แม้แต่เศษกระจกแตกร้าวกระจัดกระจายบนพื้นดิน ยังสามารถสะท้อนภาพชีวิตใหม่ได้
หน้าต่างแห่งชีวิต นิ่งเงียบในแสงแรกแห่งอรุณ
ร่างกายว่างเปล่าจะถูกเติมเต็ม และก่อกำเนิดใหม่

ไม่จำเป็นที่จะออกไปค้นหา ไม่จำเป็นที่จะข้ามฝ่าผืนทะเล
เพราะฉันได้เจอสิ่งล้ำค่าที่อยู่ในตัวฉันเอง
ฉันได้เจอสิ่งล้ำค่า ที่จะอยู่กับฉันตลอดไป


.
.
(*เนื้อเพลงประกอบ spirited away)

Blog EntryNov 4, '08 1:06 AM
for everyone
มีเรื่องราวกล่าวขานเรื่องหนึ่งถึงความสามารถในการเลือกของมนุษย์ เรื่องง่ายๆ มีว่า
    เสือ เป็นสัตว์ที่รู้กันดีในความหมายของมนุษย์ว่าดุร้าย ภาพเสือขณะไล่กวดกวางน้อยผู้น่าสงสาร ช่างเติมความเหี้ยมในเชิงสัญลักษณ์ใส่ลงไปในคำว่า เสือ (ของมนุษย์) เสือที่ว่าดุร้ายใจทมิฬแค่ไหน (ในความคิดมนุษย์) แต่เสือก็ไม่เคยตัดต้นไม้ โดยเฉพาะตัดให้ราบลงไปทั้งป่าได้อย่างมนุษย์
    โลมา เป็นที่รู้กันดีในความฉลาดน่ารักและเป็นมิตรกับมนุษย์ เมื่อนึกภาพโลมา เป็นไม่ได้ที่จะต้องเห็นใบหน้ายิ้ม กระโดดสโลว์โมชั่นเป็นวงโค้งเหนือน้ำ หากเติมมนุษย์เข้าไปในฉาก ทั้งสองก็สามารถว่ายน้ำเคียงข้างกันได้อย่างอบอุ่น นั่นเป็นโลมาในความคิดมนุษย์
    แต่โลมาไม่ว่า “ใจดี” แค่ไหน ถึงเวลาเกิดไฟป่า (ที่ไม่ใช่เกิดตามธรรมชาติ) โลมาก็มาช่วยดับไฟป่าไม่ได้ โลมาไม่เคยช่วย มีแต่มนุษย์เท่านั้น
    เรื่องนี้ใช้เอาไว้สอนใจในความสามารถของมนุษย์ ว่าสามารถเป็นผู้่รักษา หรือผู้ทำลาย อย่างใดก็ได้แล้วแต่จะเลือก
    “รักษา” หรือ “ทำลาย” เป็นภารกิจของชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา บางคนถึงกับกล่าวไว้อย่างนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มนุษย์จะผลักดันตัวเองให้ตกอยู่ทางไหนสักทาง ไม่มีทางมีค่าเป็นศูนย์ ภารกิจชีวิตลิขิตไว้แล้ว ไม่สามารถสอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธรรมชาติอย่างเงียบเชียบ ตามวันเวลาของชีวิตที่คืบเคลื่อนไปอย่างสรรพสัตว์ อย่างต้นไม้ใบหญ้าและเห็ดรา
ธรรมชาติกำหนดมาให้มนุษย์ต้องเลือกและได้เลือก ส่วนมนุษย์จะเลือกหรือไม่ และเลือกอย่างไร ธรรมชาติไม่เคยปริปาก หากแต่น้อมรับการตัดสินใจของมนุษย์ไว้เป็นส่วนหนึ่งของตนต่อไป
*


เราทำถุงผ้า

ฟังดูโคตรเชย โหล น่าอาย เหมือนพวกอยากช่วยโลกร้อนปัญหาใหญ่ แต่กลับทำแค่ถุงผ้า ควรถึงขั้นรู้สึกผิดด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก

ร้ายแรงที่สุดคือ สร้างความบิดเบือน จอมปลอม ให้กับมนุษย์ที่คิดว่าทำดีแล้ว "เพื่อโลก" แท้จริงหาเป็นการช่วยสิ่งอื่นไม่ แต่เติมอัตตาตัวเอง หรือไม่ก็หาเงินเข้ากระเป๋าวงจรเดิม แค่เปลี่ยนหน้าตา ชื่อเรียก และคอนเซ็ปต์สินค้าเท่านั้น

สิ่งที่เป็นกระแสมันก็เป็นแบบนี้ วันนึงมา อีกวันนึงไป ไม่มีอะไรยั่งยืน

ของที่ดูว่าเท่ เก๋ หรือเป็นของที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางจิตใจดี แต่แล้วก็กลับเป็นขยะสกปรก และสัญลักษณ์ส่อแสดงความอัปลักษณ์ไปได้

ไม่จำเป็นต้องพูดว่าเราเป็นยังไง ใช่หรือไม่ใช่แบบไหน เพราะทุกวันนี้ ถุงผ้า "ผิดหมด" (กระแสมาใหม่เขาบอกว่าอย่างนั้น)  

สิ่งที่เราอยากพูดคือ กระแสไม่กระแส  "ความคิด" คนนั่นแหละที่เป็นกระแส ความคิดคนนั่นเองที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามความคิดคนอื่นหรืออะไรสักอย่าง

เพราะถ้าคิดเองไม่น่าเปลี่ยนเร็ว+ง่ายดายเกินไป

การเดินทางของความคิดมันมี จะคิดถูก คิดผิด คิดแล้ว คิดใหม่ ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ที่แน่ๆ ท้ายสุดๆ เราคิดของเราเอง ข้างนอกเป็นความคิดหรือข้อมูลมีไว้ให้เราคิด

เราจะคิด จะเลือกนำความคิดไปสู่การทำอะไรก็เป็นไปตามสิ่งที่ "คิดแล้ว" ของเรา

สิ่งของ คน เวลา ถุงผ้าไม่ถุงผ้า มันจะเกิดประโยชน์เหมาะสมหรือเป็นขยะ (ขยะโลก&ขยะความคิด) ตัวแปรสำคัญก็คือคนที่คิด ตัดสินใจกันเอาเอง

มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น..

ไม่ใช่พอกระแสถูกก็เอาด้วย พอกระแสผิด ตัวเองถูก อยู่เหนือกระแสขึ้นมาเลย



.
.
(เพิ่มเติม: ความรู้สึกผิดที่บริโภคเป็นความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การบริโภคผิดๆและรู้สึกผิดๆๆยิ่งๆขึ้น การบริโภคไม่ผิด (ถ้าการบริโภคผิดก็เลิกกินข้าว เลิกใส่เสื้อผ้า และกลับไปทิ้งทุกอย่างที่อยู่ที่บ้านซะ) แต่จะบริโภคผิดบริโภคถูกก็อยู่ที่คนบริโภคว่าจะบริโภคอย่างไร ซึ่งคำถามนี้ต้องถามและตอบกันเอาเอง เพราะแต่ละคนบริโภคไม่เหมือนกัน อย่าตอบแทนกันเลย)


Blog EntryAug 31, '08 10:11 PM
for everyone
 วิริยะ คือ ความมุ่งมั่นทุ่มเท เป็นความมุ่งมั่นทุ่มเททั้งกายและใจ ที่จะเรียนรู้และทำให้เข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งนั้นเรื่องนั้น ถ้าหากกระทำก็จะทำจนเชี่ยวชาญจนเป็นผู้รู้ ถ้าหากศึกษาก็จะศึกษาให้รู้จนถึงรากเหง้าของเรื่องราวนั้นๆ ดังนั้น คำว่า "วิริยะ" จึงหมายถึงความเพียรพยายามอย่างสูงที่จะทำตามฉันทะหรือศรัทธาของตัวเอง หากเราไม่มีความเพียรแล้วก็อนุมานได้ว่าเรามีฉันทะหลอกๆ หรือศรัทธาหลอกๆ ทั้งโกหกตัวเองและหลอกผู้อื่น เพื่ออะไรนั้น ผลงานที่เขาทำจะชี้ชัดออกมาเองว่าทำเพื่ออะไร เช่น นักวิจัยท้องถิ่น ต้องมีใจที่รักต่อคนท้องถิ่นและรักต่อการทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาคนท้องถิ่น เป็นศรัทธาสูงสุด หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็ได้แต่เพียงศรัทธาปากเปล่าที่ไร้แม้เงาของความมุ่งมั่นและทุ่มเท หากแต่มีศรัทธาอื่นให้ครุ่นคิดและกระทำอยู่

          วิริยะนี้มาคู่กับความอดทนอดกลั้น เป็นความรู้สึกไม่ย่อท้อต่อปัญหาและมีความหวังที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง โดยมีศรัทธาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ นำใจ และเตือนใจ ความอดทนเป็นเครื่องมือสำหรับคนใจเย็นและใจงามด้วย ไม่ใช่มุทะลุดุดันรบเร้าและรุ่มร้อน เพราะมันจะทำให้มีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย หรือสูญเสียความอดทนในที่สุด ดังนั้น ความวิริยะอุสาหะ จึงเป็นวิถีทางของบุคคลที่หาญกล้าและทายท้าต่ออุปสรรคใดๆทั้งมวล

        ถามว่า "ความวิริยะมันเกิดจากอะไร" คำตอบก็คือ "เกิดจากศรัทธาหรือฉันทะนั่นเอง" และเป็นศรัทธาที่มั่นคงด้วยไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆมากระทบก็ตามก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจปล่อยวางหรือวางเฉยในบางเวลาบางสถานการณ์บ้าง เพื่อรอสภาวะที่เหมาะสมกว่า ความวิริยะไม่ใช่ความดุดันอย่างเอาเป็นเอาตายหรือต้องให้ได้เสมอ แต่มันคือความแยบยลและเลือกที่จะทำบางอย่างเพื่อรักษาศรัทธาไว้หรือเพื่อรอวาระที่เหมาะสมอันหมายถึงการบรรลุผลแห่งศรัทธา

       ถ้าจะฝึกฝนเรื่องความวิริยะแล้วคงต้องเริ่มจากความคิดที่ว่า ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองบ่อยๆ หมั่นทำหมั่นคิดหมั่นเขียนหมั่นนำเสนอและอย่าขี้เกียจ อย่ากลัวความผิดพลาดและจงกล้าแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของตัวเอง อย่าท้อต่องานหนักและงานมากให้คิดว่าทำมากรู้มากเก่งมากขึ้น อย่าบ่นว่าไม่มีเวลาเพราะเวลามีเท่าเดิม ฯลฯ


http://www.vijai.org/articles_data/show_topic.asp?Topicid=337

Blog EntryAug 30, '08 9:50 AM
for everyone
ฉันทะ คือ การมีใจรักในสิ่งที่ทำ ใจที่รักอันเกิดจากความศรัทธาและเชื่อมั่นต่อสิ่งที่ทำ จึงจะเกิดผลจริงตามควร เราคงเคยได้ยินคำว่า "ขอฉันทามติจากประชุม" บ่อยๆ หรือ "มีฉันทะร่วมกัน" ก่อนเลิกการประชุมบางอัน เป็นเสมือนสัญญาระหว่างกันว่าเราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ร่วมกันหรือละเว้นบางสิ่งร่วมกัน ซึ่งความเข้าใจในข้อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะความหมายของ "ฉันทะ" นั้น ไม่ใช่แปลว่าเป็นสัญญาภาษากระดาษหรือสัญญาที่ให้ไว้กับมวลหมู่สมาชิกเท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาใจและเป็นใจที่ผูกพัน เป็นใจที่ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อสิ่งนั้นอยู่เต็มเปี่ยม จึงจะเกิดความเพียรตามมา

         การมีใจรัก ถือว่าสำคัญมาก ไม่ใช่ทำใจให้รักเพื่ออะไรสักอย่าง หรือห้ามใจไม่ให้รัก มันก็ยากยิ่งพอๆกัน เพราะรักดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความรักความศรัทธาของเราจริงๆ ขืนทำไปก็มีแต่จะทุกข์ทรมานแม้จะได้บางสิ่งที่มุ่งหวังแล้วก็ตาม ประการสำคัญเป็นการแอบแฝงมาจากความคิดอื่นศรัทธาอื่นหรือความเป็นอื่นที่เราพยายามหาเหตุและผลมาอธิบายว่า มันคือสิ่งเดียวกันเพื่อให้สามารถดำเนินไปได้หรือเพื่อให้ตัวเองสบายใจที่สุด แต่ถ้าเรามีใจศรัทธาอันแรงกล้าแล้ว พลังสร้างสรรค์ก็จะบังเกิดขึ้นกับเราอย่างมหัศจรรย์ทีเดียว

         ทีนี้มาพูดถึงว่า "เราจะสร้างฉันทะให้เกิดขึ้นได้อย่างไร" พระพุทธองค์เคยสอนไว้ว่า มนุษย์เราต้องเลือกที่จะศรัทธาบางอย่างและหมั่นตรวจสอบศรัทธาของตัวเองว่าดีต่อตัวเองและดีต่อผู้อื่นอันรวมถึงสังคมโดยรวมหรือไม่ เมื่อดีทั้งสองอย่างก็จงมุ่งมั่นที่จะทำด้วยความตั้งใจ และหากไม่ดีก็จงเปลี่ยนแปลงศรัทธาเสียใหม่ ซึ่งเราต้องเลือก ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นคนที่สับสนไม่มีแก่นสารและเป็นคนไร้รากในที่สุด เมื่อเป็นคนไม่มีแก่นสารก็จะถูกชักชวนไปในทางที่ไม่ดีได้ง่ายนั่นเอง

           หากจะฝึกฝนตนเอง อาจเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราศรัทธาอะไรอยู่ เพราะคนเราเมื่อศรัทธาอะไรก็จะได้พบกับสิ่งนั้นเข้าถึงสิ่งนั้น ศรัทธาในเทคโนโลยีเราก็จะเข้าถึงเทคโนโลยี ศรัทธาต่อชาวบ้านเราก็จะเข้าถึงชาวบ้าน ศรัทธาต่อวัตถุก็จะเข้าถึงวัตถุ ศรัทธาต่อลาภยศสรรเสริญก็จะเข้าถึงลาภถึงยศเข้าถึงตำแหน่ง ศรัทธาต่อความรู้ก็จะเข้าถึงความรู้ หรือศรัทธาต่อหลักธรรมก็จะเข้าถึงธรรม หรือไม่ศรัทธาอะไรเลยก็ไม่เข้าถึงก็ไม่เข้าถึงอะไรเลย เพราะความศรัทธานำมาซึ่งมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อทำทุกอย่างให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราศรัทธานั่นเอง

         ขณะเดียวกันก็ลองตรวจสอบตัวเองดูว่าสิ่งที่เราศรัทธากับสิ่งที่องค์กรของเราศรัทธานั้นตรงกันหรือไม่ หากตรงกันก็เรียรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตนหรือหากไม่ตรงกันก็เรียนรู้ที่จะให้โอกาสตัวเองไปสู่แห่งที่ที่เหมาะสมกว่า

                                    
                                       
http://www.vijai.org/articles_data/show_topic.asp?Topicid=337

Blog EntryAug 29, '08 9:11 PM
for everyone
คืนวันศุกร์ หลับฝันว่าได้รับเงินทุนการศึกษา เป็นรางวัลเรียนดี จริงๆนะ มีพิธีมอบด้วย มีคนได้รับไม่กี่คนจากจำนวนนักเรียนในห้อง (กลายเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง ในฝันนี่กลายเป็นอะไรก็ได้) เราเป็นหนึ่งในนั้น เป็นคนสุดท้ายที่เดินออกไปรับ

เขาประกาศเรียกชื่อและนามสกุล เราเดินออกไป สิ่งที่ได้รับเป็นซองสีขาวธรรมดาเหมือนซองจดหมายยาวๆ ภายในบรรจุธนบัตรแน่นอน (ในความคิดในฝัน) ท่าจะหนาอยู่ซะด้วย

ยังไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ก็ตื่นเสียก่อน น่าเสียดาย
(นี่ฝันแบบนี้แปลว่าจะรับทรัพย์ไหมนี่ @,@)

แต่ว่าถ้าเปิดมาแล้วไม่ใช่ธนบัตรแต่เป็นอย่างอื่นล่ะ?

โอ อยากรู้ ไม่น่าตื่นก่อนเลย


                                                    เช้าวันเสาร์

Blog EntryAug 29, '08 11:48 AM
for everyone
จะชวนฟังเพลงแต่เอามาแปะไม่เป็น ตามไปฟังได้มะ

<search>
friday night, saturday morning nouvelle vague

Blog EntryAug 29, '08 11:22 AM
for everyone
เพราะเธอเดินเร็วเกินไป

และฉันก็พยายามเดินตามเธอให้ทัน

เราเลยสะดุดขากัน

เธอหงุดหงิด

ส่วนฉันก็กระดากอาย

วินาทีนั้น

หลังการสะดุด

คล้ายๆกับความสิ้นหวังได้มาเยือน

ไม่มีความเร่งรีบ

ความพยายามก็สิ้นสุดลงแล้ว

เราเดินต่อไปกันอย่างเลื่อนลอย


Blog EntryAug 29, '08 1:14 AM
for everyone


พัฒนางานกับพัฒนาคน มันก็ต้องไปพร้อมกัน
มีใครทำอะไรได้ดีเปี๊ยบตลอดเวลา ไม่เคยพลาด
ตั้งแง่กับคนมากไปก็ไม่เกิดการพัฒนาแม้แต่งานหรือคน
แต่ถ้าคนหละหลวมมากไปก็อย่าได้พูดว่ากำลังพัฒนา

ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบต่อตัวหนังสือเหล่านี้ว่าเป็นความเห็นของข้าพเจ้า
หากมีความดีความชอบใดอันเกิดแก่การอ่านข้าพเจ้าขอรับ หากเป็นความเลวไม่ขอรับ
                    
                    จาก ข้าพเจ้า

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

    ค่ายนี้พวกพี่สบายดี เพราะไม่ต้องทำกระบวนการเหมือนค่ายก่อนๆ ไม่ต้องประชุมออกแบบกิจกรรมว่าจะทำอะไรบ้าง ไม่ต้องทราบกำหนดการ ไม่ต้องตอบได้ว่าเมื่อไหร่จะทำอะไร ต่อไปจะเป็นอย่างไหน หลายทีที่น้องถาม “เอาไงดีล่ะพี่” พี่ก็ตอบ “เอาไงดีล่ะน้อง”
    แต่ใช่ว่าการ “ไม่ทำ” นั้นจะง่าย โดยเฉพาะการทำด้วยการไม่ทำ


NoteGuestbook
   
bluemeen wrote on Jul 23, '09
ไปเหนือน่าสนุกจริง

มีของฝากป่าว โฮะๆ

ตอนนี้กำลังช่วงสอบล่ะ ^O ^

อยากปิดเทอมเร็วๆ ไปเที่ยวบ้าง

ชึ๊บๆ
bluemeen wrote on Jul 13, '09
แอบเข้ามาอ่านล่ะ มีรีวิวหนังด้วย(แล้วไมมีการบอกตอนจบด้วยฟร้า)

นางไม้แอบติดเรทแฮะ เหอะๆ

อาจารย์สั่งให้เย็บกระเป๋าจากยีนส์ ส่งล่ะ - + -

เกือบเสร็จแล้ว (มั้ง) ทำด้วยความยากลำบาก(ของแม่)

หู๊ย รู้อย่างงี้ ไปอ้อนพี่ปัทช่วยทำดีกว่า ฮ่าๆ
hasayyo wrote on Jul 12, '09
** ตอนนี้ ๆ
hasayyo wrote on Jul 12, '09
ได้สิ ๆๆ ..

เราก็ขโมยคนอื่นเค้ามาเหมือนกัน ๆๆ
ฮ่า ๆๆๆ

พี่ปัทอยากได้ถุงผ้า ๆๆ
ตอนนั้นสงวนราคาที่เท่าไหร่ ??
hasayyo wrote on Jul 8, '09
พี่ปัท ๆๆๆๆ

คิดถึงค่ะ !!

:)))
sakuraji wrote on Jun 25, '09
หวาดดีจ๊า

ช่วงนี้ส้มกำลังเนิร์ดเรย
ม.6 แย้ว
จาสอบโควต้าในอีกไม่กี่เดือน

เฮือกกก ~

T T

ชีวิตถูกกักขังอ๊ะ

เด่วถ้าสอบติดแร้วจาไปเที่ยวหาเยี่ยมเยียนนะจ๊ะ

อิอิ

simply641 wrote on Jun 4, '09
ของเรา simply641.multiply เน้อ
บ่แม่น simplyme.multiply
bluemeen wrote on May 25, '09
กลับมาจากกัมพูชาแล้วว

สนุกมากมาย มีเรื่องเยอะแยะที่อยากเล่า

แต่ยังหาจุดเริ่มต้นไม่ออก >__<
fideliusann wrote on May 22, '09
สวัสดีจ้า ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมบ้านหนู
พี่ปัทชอบดูนกป่ะเนี่ย เห้น BG เป็นนก
แล้วเจอกันจ้า
bluemeen wrote on May 13, '09
สรุปแล้ว พี่ปัทคือเด็กที่อยากเป็นผู้ใหญ่
หรือว่าผู้ใหญ่ที่นึกว่าตัวเองเป็นเด็กหว่า

ฝนตกอากาศสบายดี แต่ไม่รู้ทำไมในกทม. ฝนกลับทำให้รู้สึกไม่สะอาดอย่างมาก

อื้อ ไม่ว่าทำอะไร ไอ้หนอนก็ชอบบอกว่าผู้ใหญ่ก็งี้แหละ ไปซะหมด T__T ฮ่าๆ

baitoeimumumimi wrote on May 7, '09
ดีใจมากแล้ว รู้สึกว่าพี่ๆๆรอบข้างเราคอยเป็นกำลังใจให้เราเสมอ คอยช่วยเหลือเราตลอด
ดีใจ มีกำลังใจมากเลย และมีกำลังทำงานด้วย สู้ๆๆตัวเอง
baitoeimumumimi wrote on May 7, '09
ต้องตอบกลับแบบนี้เปล่า ว่า "เจ๋งอยู่เลย"5555
baitoeimumumimi wrote on May 6, '09
พี่ปัท เป็นไงบ้างรูปเตย
จริงๆๆถ่ายมาเยอะนะ
แต่มันไม่ค่อยสื่อเลย ถึงหัวข้อที่เขาตั้งไว้
เตยเลยคิดว่าเราอยากถ่ายอะไรก้อถ่าย แล้วค่อยมาเลือกที่หลัง เพราะหัวข้อมันยากพอสมควร
เขาให้แสดงรูปคนละประมาณ 3-5 รูป เสา-อา นี้เตยจะไปถ่ายต่อที่สวนผึ้ง แล้วจะเอามาให้ดูอีก

bluemeen wrote on May 5, '09
ฮ่ะๆ ถ้าหาก้อนน่ะไม่มี

มีแต่ไขมันปนเลื้อย บนหัว
bluemeen wrote on May 5, '09
พี่ปัทอ่านหนังสือเยอะจัง

เคยชอบเวลาอ่านหนังสือจบแล้วมีก้อนอะไร หนักๆอยู่ในหัวรอให้คิดต่อ

แล้วพอคิดออกก้อนมันจะเบาๆ สบายๆ (ฮ่าๆ สนุกดีจัง)

ป.ล. ตอนนี้ไม่เกลียดกระรอกแล้ว
lightdog wrote on May 3, '09
ปัทชวน ต้อมชวน ชวนไรรึ
bluemeen wrote on Feb 24, '09
ขอบคุณนะค่ะ พี่ปัท
urnarak wrote on Feb 12, '09
อ่านะ

เอาข่าวคาวมาบอกกานมั่งเน้อ

ช่วงเน้ดเค้ามีการเปี่ยนแปงไนชีวิดมากมาย

เหนื่อยขั้นมากๆๆๆๆๆๆๆๆ


ไว้มีโอกาสคุยกานน้า

คิดถึงจ้า


ทีซีๆๆๆ



ปล.อยากโทคุยนะแต่ไม่มีตัง 555



ปล.รืมบอกไปเค้าเปี่ยนเบอเปนทรูชั่วขนะ ถามพี่ฝนเอาก้อได้เน้อ จุ๊ฟๆ
bluemeen wrote on Feb 12, '09
ป.ล. ทำไมประโยคมันขึ้นแปลกๆ เครื่องอื่นเป็นป่าว

ป.ล.(อีกอัน) ทำไมน้องแพรวสวัสดีพี่ชิงชิงอ่าา
bluemeen wrote on Feb 12, '09
สวัสดีค่ะพี่ปัท

มีนเคยอ่านต้นส้มแสนรักด้วยล่ะ จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆคิดว่าร้องไห้ด้วย >___< ถึงจะอ่านแล้วมึนๆก็เหอะ เป็นหนังสือที่ซาบซึ้งเนอะ

ขอบคุณสำหรับคำแปลเนื้อเพลงsprit away นะค่ะ อื้อ... ไพเราะมากๆจริงๆซะด้วย

มีนก็เพิ่งได้ดู sprit away ไปเมื่อไม่นานมานี้ มันสร้างแรงบัลดาลใจจัง

เหมือนกับอีกหลายๆเพลงของจิบิ แต่ล่ะเพลงก็มีเอกภาพของมันใช่ไหม (อะไรคือเอกภาพหว่า)

ฮ่าๆ คิดถึงมากมายค่ะ
Pages:12